ซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่าได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำระยะสั้นลงเหลือ $4,000 จากเดิม $4,300 โดยให้เหตุผลว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด จากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและจำกัดโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด
ประเด็นสำคัญจากมุมมองของ Citi
- Citi ประเมินว่าการรักษาระดับราคาทองคำในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยแรงซื้อทองคำทางกายภาพสูงถึงประมาณ 900,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2010–2024 ที่อยู่เพียง 250,000–400,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
- หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดยาวไปจนถึงช่วงปลายฤดูร้อน ความต้องการซื้อทองคำอาจชะลอลงเหลือเพียง 700,000–750,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับฐานลงสู่บริเวณ $3,500 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่เคยซื้อขายเมื่อประมาณ 9–10 เดือนก่อน
- Citi มองว่าความเสี่ยงของราคาทองคำในระยะสั้นยังคงโน้มเอียงไปทางขาลง และการเข้าซื้อในช่วงราคาย่อตัวจะเหมาะสมก็ต่อเมื่อนักลงทุนมีมุมมองชัดเจนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่กลับมารุนแรงขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว โดยยังคงเป้าหมายราคาทองคำในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ $5,000 ต่อออนซ์ และเชื่อว่าราคาทองคำมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ หากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งเป็นกรณีฐานที่ Citi คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้
ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในกรอบเวลาสั้น โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ $4,350/$4,370 ทำให้การฟื้นตัวในรอบนี้ยังถูกมองเป็นเพียงการรีบาวด์ภายในแนวโน้มหลักที่เป็นขาลง ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงสู่โซน $4,305–$4,295 ซึ่งเป็นพื้นที่สะสมแรงซื้อของโครงสร้างระยะสั้น หากเกิดสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนจะเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเปิดสถานะ Buy โดยวาง SL ที่ $4,286 เนื่องจากหากราคาหลุดระดับดังกล่าวลงมา ต้องระวังแรงขายที่อาจกดดันให้ราคาปรับฐานลงต่อได้อีกครั้ง
GCAP GOLD ผู้นำด้านทองคำรายใหญ่ จริงใจทุกเรื่องทอง


