ราคาทองคำปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ประกอบกับตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ราคาทองคำหลุดระดับ $4,000 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
แรงกดดันต่อทองคำเพิ่มขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมากขึ้น โดย Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ แสดงจุดยืนเชิงเข้มงวดในการประชุมนโยบายการเงินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายการเงินที่ตึงตัวทำให้ทองคำมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp ระบุว่า ทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันจากการที่ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับสัญญาณทางเทคนิคที่อ่อนแอลงหลังราคาหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ $4,000 ทำให้การรีบาวด์ของราคามีโอกาสเผชิญแรงขายกดดันต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยที่เคยหนุนราคาทองคำ คือแนวคิด Debasement Trade หรือการเข้าซื้อทองคำและบิตคอยน์เพื่อป้องกันการด้อยค่าของสกุลเงินจากการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ ซึ่งขณะนี้เริ่มอ่อนแรงลง หลังการลงทุนด้าน AI และความได้เปรียบด้านพลังงานของสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
มุมมองทางเทคนิคยังให้น้ำหนักเชิงลบ โดยราคายังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นแนวโน้มขาลง และหลุดระดับจิตวิทยา $4,000 สะท้อนว่าแรงขายยังเป็นฝ่ายควบคุมทิศทางตลาด ในระยะสั้นประเมินแนวรับที่ $3,950หากโซนดังกล่าวยังสามารถประคองไว้ได้ อาจเห็นแรงรีบาวด์ทางเทคนิคขึ้นทดสอบแนวต้าน $4,020-$4,030 และถัดไปบริเวณ $4,070-$4,080 อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้อย่างมั่นคง การฟื้นตัวยังมีแนวโน้มเป็นเพียง Technical Rebound และต้องระวังแรงขายกลับเข้ามากดดันอีกครั้ง ขณะที่หากราคาหลุด $3,950 มีโอกาสเร่งตัวลงทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ $3,925 และ $3,870 ตามลำดับ


