World Gold Council (WGC) ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำ แม้ราคาทองคำจะปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยเดือนพฤษภาคม 2569 ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิรวม 41 ตัน สูงเป็นอันดับ 2 ของปี รองจากเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำรองสำคัญท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 โปแลนด์ เป็นผู้ซื้อทองคำมากที่สุดที่ 64 ตัน ตามด้วย อุซเบกิสถาน 33 ตัน, จีน 25 ตัน และคาซัคสถาน 20 ตัน โดยจีนซื้อทองคำต่อเนื่องเป็น เดือนที่ 20 ติดต่อกัน ส่งผลให้ถือครองทองคำรวม 2,331 ตัน หรือคิดเป็น 9% ของทุนสำรองทั้งหมด ขณะที่ผลสำรวจ Central Bank Gold Reserves Survey 2026 พบว่า 45% ของธนาคารกลางทั่วโลกมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ เตรียมลงทุนใน Gold ETF ต่างประเทศ เพื่อกระจายการลงทุนของทุนสำรองระหว่างประเทศ แม้ยังไม่ยืนยันว่าได้เริ่มลงทุนแล้วหรือไม่ โดยเลือก Gold ETF เพราะมีสภาพคล่องสูงและต้นทุนการถือครองต่ำกว่าทองคำแท่ง ปัจจุบันเกาหลีใต้ถือครองทองคำ 104 ตัน หรือเพียง 3% ของทุนสำรองทั้งหมด ขณะที่ WGC ระบุว่า มีเพียง 4% ของธนาคารกลางทั่วโลกที่ลงทุนในทองคำผ่าน Gold ETF
นอกจากนี้ WGC ยังพบว่าธนาคารกลางในภูมิภาคลาตินอเมริกาเริ่มทยอยสะสมทองคำ โดย ชิลี ซื้อแล้ว 8 ตัน ตั้งแต่ต้นปี ตามด้วย กัวเตมาลา 2 ตัน และ โบลิเวีย กับ อุรุกวัย ประเทศละ 1 ตัน แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นแนวโน้มระยะยาว แต่สะท้อนว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนอุปสงค์ทองคำในระยะยาว แม้ราคาจะผันผวนในระยะสั้นก็ตาม
มุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำยังคงอยู่ในโครงสร้างฟื้นตัว หลังดีดขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ $4,180–4,200 สะท้อนว่าแรงซื้อระยะสั้นยังคงได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม การที่ราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ทำให้มีโอกาสพักฐานหรือย่อตัวลงก่อน โดยมีแนวรับแรกที่ $4,125–$4,135 หากยังยืนเหนือโซนนี้ได้ มีโอกาสกลับขึ้นทดสอบแนวต้าน $4,180–$4,200 อีกครั้ง ส่วนกรณีที่ราคาย่อลึกลงมา แนวรับถัดไปอยู่ที่ $4,065–$4,080 ซึ่งมองเป็นโซนทยอยสะสมเพื่อเก็งกำไรการรีบาวด์ระยะสั้นได้


